หน้าหลัก
    ประวัติภาควิชา
        ประวัติ
         ผู้ดำรงตำแหน่ง
    บุคลากร
         คณาจารย์
         เจ้าหน้าที่
    ข่าวสาร
         ข่าวภาควิชา
         ข่าวทั่วไป
         ปฏิทินข่าว
    หลักสูตร
         ปริญญาตรี
         ปริญญาโท
    ตารางสอน
         ภาคฤดูร้อน
         ภาคต้น
         ภาคปลาย
    กิจกรรม
         กิจกรรมปีนี้
         กิจกรรมปีที่ผ่านมา
    ข้อมูลนิสิต
         รายนามนิสิตปริญญาตรี
         รายนามนิสิตปริญญาโท
         รายงานการลงทะเบียน
         ใบรายงานผลสอบ
    ชุมชนออนไลน์
         บันทึกสมุดเยี่ยม
         online chat
         KU Webmail
    เว็บลิงค์ทั่วไป
 
eXTReMe Tracker
 


  ยิ่งใช้ชีวิตเรียบง่ายก็ยิ่งเห็นระลอกคลื่นแห่งสังสารวัฏชัดเจนขึ้น
  ผู้หญิงมีโอกาสบวชเรียนน้อย ผู้ชายมีโอกาสดีที่สุดในโลก

รายงานพิเศษ / หมอนไม้

"ยิ่งใช้ชีวิตเรียบง่ายก็ยิ่งเห็นระลอกคลื่นแห่งสังสารวัฏชัดเจนขึ้น"

แม่ชีโควิดา ( Sister Kovida) นามเดิมว่า Laura Bridgman เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เราพบกับท่านที่ธรรมาราม สุขุมวิท 49 ในช่วงที่ท่านกำลังจะเดินทางไปวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี หลังจากบวชที่วัดป่าอมราวดี และมาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าจิตตวิเวก ชิตเฮิร์สท์ ปีเตอร์ฟิลด์ ประเทศอังกฤษ รวมทั้งหมด 13 พรรษา

" ที่มาเมืองไทย เพราะอยากกลับมาหาราก วัฒนธรรมการปฏิบัติที่วัดหนองป่าพง ตั้งใจอยู่ 3 เดือน ได้เจอกับคุณแม่ของแม่ชีผจง คือไม่ค่อยมีใครรู้จักท่าน แล้วท่านอยู่ที่วัดหนองป่าพงตั้งแต่หลวงพ่อชายังมีชีวิตอยู่ เมื่อได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆ กับท่าน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติมากว่า 40-50 พรรษา รู้เลยว่าการปฏิบัติของท่านเข้มแข็งมาก หัวใจของท่านมีความสงบเยือกเย็นจริงๆ"

แม่ชีโควิดาเล่าด้วยความสุข ท่านไม่ใช่นักบวชหญิงชาวต่างประเทศคนแรกที่เป็นลูกศิษย์ในสายหลวงปู่ชา สุภัทโท หากเริ่มนับตั้งแต่แม่ชีโรจนาได้ปูทางไว้เมื่อ 29 ปีก่อน จากความศรัทธาในพระพุทธศาสนามายาวนาน แต่เพิ่งมีโอกาสบวชชีเมื่อตอนอายุ 60 ปี แม่ชีโรจนาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะสีลธารา เพื่อช่วยเหลือให้ผู้หญิงได้มีโอกาสในการปฏิบัติธรรมและบวชเรียนไปจนถึงสิ้นสุดแห่งทุกข์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้หญิงที่ศึกษาธรรมะ และเข้าคิวรอการบวชอยู่เป็นทิวแถว หากแต่ว่าสถานที่ของคณะสีลธารา ซึ่งอยู่ติดกับวัดป่าจิตตวิเวก ( วัดแรกในตะวันตกที่เกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนและตัวอย่างในการปฏิบัติของหลวงพ่อชา ในปี 2519 ซึ่งมูลนิธิสงฆ์อังกฤษ จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาทในสหราชอาณาจักร) ไม่เพียงพอกับจำนวนของผู้ที่ต้องการบวช จึงต้องหาทางขยับขยายให้กว้างขวางขึ้น

โครงการโรจนาวิหาร (วิหารแห่งความสว่างรุ่งเรือง) ซึ่งเป็นทั้งที่พัก และสถานที่ทำวัตรสวดมนต์หลังใหม่ จึงกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับลูกผู้หญิงที่ใฝ่ทางธรรมให้เป็นจริง (ในล้อมกรอบ)

สำหรับแม่ชีโควิดา เริ่มสนใจพระพุทธศาสนาตอนอายุ 14 ปี ท่านเล่าว่า ตอนเป็นวัยรุ่นได้ดูรายการสารคดีทางโทรทัศน์เกี่ยวกับพุทธศาสนาสายทิเบต เป็นครั้งแรกที่เห็นภาพของพระ แล้วรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ในใจ พออายุ 16-17 ปีก็ออกจากบ้านไปเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่นั่นมีกิจกรรมของกลุ่มที่ไปฝึกนั่งสมาธิด้วยกัน และมีการเชิญพระอาจารย์สุเมโธ เจ้าอาวาสวัดป่าอมราวดี และพระอาจารย์สุจิตโต เจ้าอาวาสวัดป่าจิตตวิเวก มาสอนธรรมะที่เคมบริดจ์

" เมื่อได้ฟังสิ่งที่พระอาจารย์ทั้งสองท่านกล่าว รู้สึกว่าเป็นความจริงแท้ ไม่ใช่เป็นความจริงในระดับตรรกะ แต่เป็นความจริงในระดับหัวใจเลย ท่านเป็นมนุษย์จริงๆ เป็นคนที่มีความดีงามอย่างแท้จริง ซึ่งในสังคมตะวันตกหาได้ยาก แต่เนื่องจากว่าตอนนั้นเราเพิ่งจะอายุ 22 ปี และยังมีอะไรทางโลกอยู่เยอะ มีแฟน ก็ยังไม่พร้อมที่จะสละเพศมาบวช

" พอเรียนจบก็เป็นพยาบาลอยู่ปีหนึ่ง แล้วออกเดินทางไปทั่วเอเชียที่เป็นชาวพุทธ และหาโอกาสไปฝึกปฏิบัติด้วย ไปมองโกเลีย และไปอยู่วัดที่เกาหลี วัดที่นั่นสวยงามมาก แต่มีความรู้สึกในใจว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่แสวงหา ไปญี่ปุ่น ไปร่วมฝึกปฏิบัติกับครอบครัวชาวพุทธแล้วก็มาเมืองไทย ไปสวนโมกข์ ไปอินเดีย แล้วก็กลับบ้าน"

หลังจากที่แม่ชีโควิดา (ตอนที่ยังไม่ได้บวช) กลับบ้านที่อังกฤษ ช่วงนั้นปี พ.ศ. 2532 ท่านเล่าว่า ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนหักเหในชีวิต

" เราเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่า ดูเสมือนภายนอกจะประสบความสำเร็จพอสมควร มีงานที่ดี มีบ้าน มีรถ มีแฟน แต่กลับไม่มีความสุขที่สุด มีบางสิ่งบางอย่างในใจที่บอกว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่แสวงหาในชีวิต ก็เริ่มตระหนักรู้ว่ายิ่งได้วัตถุมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่มีความสุขมากเท่านั้น สิ่งเดียวที่รู้สึกว่าขาดไปก็คือการปฏิบัติธรรม

" ในที่สุดก็ตัดสินใจเลิกกับแฟน ใช้เวลา 3 ปีค่อยๆ สละสิ่งต่างๆ ในชีวิตไป เช่น งาน บ้าน รถ แล้วไปอยู่ที่วัด"

แต่ช่วงที่ท่านไปอยู่วัดเพียงสามเดือนแรกก็ต้องกลับบ้าน เพราะคุณแม่ป่วยหนัก

" ก็มาดูแลแม่ ช่วงที่ได้อยู่กับแม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมด้วย เพราะเป็นการทดแทนบุญคุณแม่ ก็เป็นที่น่าประหลาดใจที่คุณแม่เกิดและเสียชีวิตปีเดียวกับหลวงพ่อชา คือคุณแม่เกิดปี พ.ศ. 2461 และเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2535"

หลังจากนั้นแม่ชีโควิดาใช้เวลาสองอาทิตย์ในการสะสางอะไรต่างๆ แล้วกลับไปอยู่วัดป่าอมราวดีราว 8 ปี และอยู่ที่วัดป่าจิตตวิเวกอีก 5 ปี

" โชคดีที่เราได้เจอกับครูที่ดี มีประสบการณ์มาก ตั้งแต่หลวงพ่อชา ท่านเป็นครูที่มีความเป็นครู ยินดีเต็มใจที่จะมาฝึกอบรมลูกศิษย์ การปฏิบัติถึงได้เข้มแข็ง เพราะการที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังฆะ ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องของอุดมคติอย่างเดียว แต่จะต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์ ซึ่งตลอดเวลา 25 ปีที่ทางสังฆะผู้หญิงได้ถือกำเนิดขึ้นมา ก็จะมีกระบวนการการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เพราะบางครั้งก็อาจจะเกิดความขัดแย้งกันบ้าง แล้วก็มีกระบวนการรื้อฟื้นให้กลับมาสมานอย่างเก่าอย่างไร โดยยึดมั่นอยู่กับธรรมะนั้น"

สิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันของสังฆะคือ ศีล และวัตรปฏิบัติในระดับชีวิตประจำวัน แม่ชีโควิดาเล่าว่า เรายิ่งปฏิบัติให้ศีลเข้มข้นยิ่งขึ้น ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นจริงมาตั้ง 2,500 กว่าปีมาแล้วจนถึงทุกวันนี้ที่สามารถทำให้เราสงบเย็นได้

สำหรับการปฏิบัติของคณะสีลธาราในประเทศอังกฤษ แม่ชีโควิดาเล่าว่า ปกติมีฆราวาสนำอาหารมาถวายที่วัด บางครั้งบางคราวก็ออกไปบิณฑบาตข้างนอก

" เวลาบิณฑบาตก็ยืนอยู่ที่ริมถนน พอคนรู้สึกศรัทธาเขาจะนำอาหารออกมาถวาย การเดินบิณฑบาตก็จาริกไป ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องไปบ้านนั้นบ้านนี้"

สำหรับความสนใจในการบวชเรียนของลูกผู้หญิงในปัจจุบัน นับว่ามากจริงๆ อย่างหนึ่งที่แม่ชีโควิดาเป็นห่วง ท่านกล่าวว่า ผู้หญิงในช่วงแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ เป็นช่วงที่ผู้หญิงถูกหลอกลวงได้ง่าย เพราะมีสภาวะจิตที่ชื่นชมคนต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ชายที่มีสถานภาพที่สูงกว่าเหนือกว่า ชักนำไปในทางที่ไม่สมควร

" การที่เราได้มีโอกาสพบกับพระอาจารย์สุเมโธ ทำให้เรารู้ว่า เราไว้วางใจได้จริงๆ คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ ความซื่อสัตย์ การได้อยู่ในสังฆะเป็นการเรียนรู้จากความเป็นจริง ไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู แต่เป็นการปฏิบัติได้อย่างที่พูด อย่างพระอาจารย์สุเมโธ ท่านสามารถละทิ้งชื่อเสียงเกียรติยศ ชื่อเสียง ผู้คนที่มากราบไหว้บูชาได้ นั่นคือหัวใจของการบวช"

สำหรับแม่ชีโควิดาเองพบว่า การศึกษาธรรมะต้องเริ่มต้นที่ตนเอง

" เมื่อก่อนเราคิดว่าตัวเองแปลกแยกออกไปจากสังคม แต่พอมาได้อ่านหนังสือธรรมะก็รู้ว่า เราไม่ใช่คนบ้า หรือคนทวนกระแสโลก แต่เรากำลังค้นหาความจริงอยู่เช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงเคยเแสวงหาและค้นพบมาก่อน เดี๋ยวนี้ เมื่อเราทำวัตรสวดมนต์ ขอพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะท่านค้นพบเราจึงมีหนทาง และปฏิบัติอยู่ที่ตัวเราเองจริงๆ ไม่มีใครช่วยได้

" จริงๆ แล้วการปฏิบัติธรรม ไม่ได้สำคัญว่าจะเป็นสมณะ เป็นภิกษุ ภิกษุณี เป็นอุบาสก อุบาสิกา สวมชุดสีอะไร ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล หรือสีขาว ถือศีลกี่ข้อ ทุกอย่างเป็นเพียงอุบายอย่างหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือการอบรมจิต และทำจิตนั้นให้เป็นอิสระ เข้าใจความทุกข์ และรู้หนทางการดับทุกข์ด้วยตนเอง

" ที่เราปฏิบัติอยู่ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิสตรี แต่ก็เคารพกลุ่มที่เคลื่อนไหวสิทธิสตรี เราเห็นว่า สิ่งสำคัญคือการพิจารณาดูจิตตลอดเวลาว่าจิตเรานี้ ซึ่งมักจะตกอยู่ในกับดักของกิเลสนั้นเป็นอย่างไร การที่มาใช้ชีวิตที่เน้นความเรียบง่ายแบบนี้ช่วยให้เราออกจากกับดักของกิเลสได้เร็วขึ้น เพราะจิตเราเหมือนกับน้ำ ถ้าเรายิ่งใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นน้ำชัดเจนขึ้น ไม่งั้นก็จะมีโคลน มีระลอกคลื่นต่างๆ นานา เป็นระลอกคลื่นแห่งสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นที่เรากำลังทำอยู่ ไม่ใช่ว่าดีกว่านิกายอื่นๆ เพียงแต่ว่าเป็นเครื่องสนับสนุนในการอบรมจิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป้าประสงค์ แต่เป้าประสงค์คือ การดูจิต ฝึกจิตให้มีความยืดหยุ่นพร้อมรับกับทุกสถานการณ์"

การมีสถานปฏิบัติธรรมสำหรับลูกผู้หญิงโดยเฉพาะมีข้อดีหลายอย่าง แม่ชีโควิดาอธิบายว่า การได้อยู่กับกลุ่มคนเล็กๆ เป็นเวลาหลายปี เราไม่สามารถที่จะหลอกลวง หรือทำอะไรไม่ดีไม่งามได้

" การอยู่ด้วยกันในสังฆะ ทุกคนเป็นดั่งกระจกให้กันและกัน คอยส่องให้กันว่าเรามีโลกทัศน์ที่บิดเบี้ยว หรือมีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง อย่างตอนเด็กๆ เราอาจคิดว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น แต่เมื่อเราโตขึ้นมาเราจะรู้เลยว่า ความทุกข์ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ใจ และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ใจนั่นแหละ"

โรจนาวิหารสถานปฏิบัติธรรมสำหรับนักบวชหญิง

สำหรับการกำเนิดของโรจนาวิหาร (วิหารแห่งความสว่างรุ่งเรือง) เป็นชื่อของสีลธาราโรจนา (แพทสตอลล์) สีลธาราท่านแรกที่บวชเข้ามาอยู่ร่วมกับสังฆะ

" ตอนนั้นแม่ชีโรจนาท่านเห็นว่าสำหรับผู้ชายมีการบวชที่ชัดเจน ส่วนลูกผู้หญิงยังไม่มี ท่านก็เลยเดินทางมาเมืองไทย และพบกับหลวงพ่อชา คุยกับหลวงพ่อชาโดยตรงว่า ผู้หญิงจะมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมไหม หลังจากที่หลวงพ่อชาสนับสนุน อนาคาริกทั้ง 4 รูป ซึ่งมีแม่ชีโรจนาเป็นหนึ่งในนั้นก็ช่วยกันผู้บุกเบิกคณะสีลธาราขึ้นมา

" ตอนแรกๆ ผู้หญิงไม่ได้ปลงผม คงตัดแต่เพียงผมสั้นอยู่ประมาณ 5 ปี จนกระทั่งพระอาจารย์สุเมโธเห็นว่า ทางผู้หญิงที่มาปฏิบัติมีความพร้อมที่จะสละโลกเพิ่มขึ้นอีก ก็จะเพิ่มจากศีล 8 เป็น 10 ซึ่งศีลอีก 2 ข้อที่เพิ่มขึ้นมา ข้อหนึ่งคือเรื่องไม่หยิบจับทรัพย์สินเงินทอง คือการสละความปรารถนาทางโลก และอีกข้อหนึ่งคือการถือพรหมจรรย์ สละแรงขับดันตามธรรมชาติ ประเด็นสำคัญก็คือ การปล่อยวางความปรารถนาทั้งปวง"

แม่ชีโควิดา อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่ก่อนที่จะให้ผู้หญิงมีการบวชชี พระอาจารย์สุเมโธกลับมาขออนุญาตที่เมืองไทย เพราะท่านไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง และไม่ได้พยายามรื้อฟื้นสายภิกษุณี

" เพียงแต่ต้องการให้ผู้หญิงมีโอกาสปฏิบัติธรรมเท่านั้น เช่นชุดสีจีวร ก็ไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทาง คือเป็นแค่หนทางในการปฏิบัติเท่านั้น แล้ววัตรปฏิบัติของคณะศีลธาราที่มีก็ค่อยๆ เกิดขึ้น และเจริญเติบโตคล้ายๆ ในสมัยพุทธกาลที่เริ่มต้นมีภิกษุณี ท่านอาจารย์สุเมโธขอให้ท่านอาจารย์สุจิตโต ช่วยกันร่างโครงสร้างการปฏิบัติของลูกผู้หญิงจนในที่สุดออกมาเป็นวินัย 220 ข้อ โดยวินัย 220 ข้อมีแกนกลางอยู่ที่ศีล 10 กฎต่างๆ ก็ละม้ายคล้ายคลึงกับวัตรปฏิบัติทางภิกษุณี แต่ว่าไม่ได้อยู่ในกรอบของภิกษุณี เพราะว่าเป้าหมายหลักคือการฝึกจิต"

จากนั้นระบบการฝึกอบรมแม่ชีของคณะสีลธาราก็เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2530 ใช้เวลาประมาณ 1 พรรษา ทางฝ่ายแม่ชีก็เริ่มมั่นคงมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2543-2544 ทางฝ่ายแม่ชีก็เริ่มจัดอบรมกันเอง เป้าหมายของการปฏิบัติก็เพื่อให้สังฆะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

" หน้าที่ของเราคือ ลดละอาสวะตามหลักพระวินัย ตามหลักโอวาทปาติโมกข์ มีหลักอยู่ 3 ข้อคือ 1. การไม่ทำบาปทั้งปวง 2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม และ 3. การชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์"

ขั้นตอนการปฏิบัติธรรมของคณะสีลธาราเริ่มต้นจากการเป็นอุบาสิกาก่อน จากนั้นถ้าการปฏิบัติได้ผลดีก็ถือศีล 8 เป็นอนาคาริก 2 ปี ถ้าพร้อมที่จะสละทางโลกก็บวชเป็นสีลธารา หรือแม่ชีนั่นเอง

" กระบวนการบวชมีหลายขั้นตอน สำหรับการตัดสินใจที่จะบวช ทางผู้บวชจะต้องทำเรื่องขอไปทางสีลธาราอาวุโส ซึ่งท่านจะปรึกษากับทางฝ่ายสงฆ์ แต่คนที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่าผู้หญิงคนนี้จะบวชได้หรือไม่เป็นการตัดสินใจของคณะสีลธารา"

แม่ชีโควิดากล่าวและอธิบายขั้นตอนต่อมาว่า จากนั้นทางคณะสีลธาราจะตรวจสอบว่า ไม่มีหนี้นะ ไม่มีข้อผูกมัดกับทางครอบครัว ไม่ได้กำลังตั้งครรภ์อยู่ พอตรวจสอบเสร็จทางฝ่ายแม่ชีอาวุโสจะมอบจีวร 3 ผืนและเสื้อชั้นใน พอทางคณะสีลธาราอนุมัติเสร็จก็ไปเปลี่ยนชุดแล้วกลับออกมากราบครูบาอาจารย์ทั้งฝ่ายสีลธาราและฝ่ายสงฆ์ ปวารณาถือศีล 10

" พอผ่านขั้นนี้จะได้บาตร และปวารณาว่าจะไม่ปฏิบัติบางสิ่งที่ถือว่าเป็นขั้นอุกฤษฏ์ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่มีการปฏิสังสรรค์ที่จะทำให้เกิดความต้องการทางเพศ ไม่อวดอ้างว่ามีฤทธิเดชต่างๆ ไม่ทำให้เกิดสังฆเพศ คือไม่ทำให้สังฆะแตกแยก และไม่กล่าวดูหมิ่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะไม่อย่างนั้นอาจเป็นโทษถึงขั้นถูกขับออกจากการเป็นนักบวช"

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกผู้หญิงสามารถประคับประคองการใช้ชีวิตในการบวชได้ตลอดรอดฝั่ง นอกจากศรัทธา ศีลและข้อวัตรปฏิบัติแล้วแม่ชีโควิดาบอกว่า ต้องมีครูที่ดีมากค่ะ


"ผู้หญิงมีโอกาสบวชเรียนน้อย  ผู้ชายมีโอกาสดีที่สุดในโลก"

พระอาจารย์สุเมโธ

" การที่ผู้หญิงจะมีโอกาสบวชเรียนน้อยกว่าผู้ชายมาก ผู้ชายมีโอกาสดีที่สุดในโลก เราก็เลยตั้งใจสนับสนุนให้ผู้หญิงได้มีโอกาสบวชเรียนเพื่อดับทุกข์ด้วยตนเอง"

พระราชสุเมธาจารย์ (พระอาจารย์สุเมโธ) วัดป่าอมราวดี ประเทศอังกฤษ กล่าวถึงการก่อตั้งโรจนาวิหาร โครงการสุดท้ายที่ท่านประกาศว่าจะทำในชีวิตนี้

" ปัจจุบันผู้หญิงที่ตั้งใจจะบวชมีเยอะมาก แต่สถานที่ยังน้อย อาตมาเป็นเพียงผู้ชายโง่ๆ ที่ไม่รู้เรื่องผู้หญิง ก็อยากให้ผู้หญิงได้มีโอกาสบวชและสอนกันเอง มีสังฆะที่ไม่ทะเลาะกัน ไม่แข่งขันกัน เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น รักษาจิต รักษาวาจา ร่วมมือเป็นสังฆะที่ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป มีปัญหาอะไรก็ใช้สติปัญญาแก้ปัญหา รักษาคณะสีลธาราไว้"

ที่ท่านต้องการให้คณะสีลธาราแข็งแรง และอยู่ได้ด้วยตนเองก้เพราะจะเป็นประโยชน์แก่ลูกผู้หญิงสืบไป เนื่องจากเมื่อก่อนที่คณะสีลธารายังไม่ชัดเจน ผู้หญิงที่สนใจปฏิบัติธรรมยังไม่เข้มแข็งเรื่องศีลและวัตรปฏิบัติก็มีปัญหาบ้างเป็นธรรมดา

พระอาจารย์สุเมโธเล่าว่า เมื่อก่อนผู้หญิงอยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกัน แข่งขันกัน พอมีหลัก มีกฎของสังฆะร่วมกันก็ดีขึ้น ช่วยกันแก้ปัญหาในสังฆะผู้หญิง เพราะผู้หญิงแต่ละชาติก็นิสัยต่างกัน คนเยอรมันก็อย่างหนึ่ง ฝรั่งเศสก็อย่างหนึ่ง อังกฤษก็อย่างหนึ่ง อเมริกันก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้ามีสติปัญญา ความต่างตรงนี้ก็ไม่ก่อปัญหา แต่จะทำให้เราเข้าใจกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

" เพราะหน้าที่ของนักบวชคือการปฏิบัติธรรม และถ้าปฏิบัติธรรมดีแล้วก็สามารถแนะนำผู้อื่นได้"

พระอาจารย์สุเมโธเล่าว่า เมื่อ 29 ปีมาแล้ว คณะสีลธาราเริ่มต้นจากผู้หญิง 4 คนที่รักษาศีล 8 และอยากจะปลงผม สมัครเป็นแม่ชี รูปแรกคือแม่ชีโรจนา เป็นชาวอังกฤษ และมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามานาน ตอนนั้นที่บวชมีอายุเกือบ 60 ปีแล้ว และเมื่อ 20 ปีที่แล้วแม่ชีโรจนาไปประเทศอินเดีย อยู่ที่นั่นไม่กี่อาทิตย์ก็ป่วยและมรณภาพในอินเดีย ก็เลยตั้งใจสร้างสถานปฏิบัติธรรมสำหรับลูกผู้หญิงแห่งใหม่ใช้ชื่อว่า ' โรจนาวิหาร '

" เดี๋ยวนี้คณะสีลธาราในอังกฤษมีประมาณ 10 กว่ารูป มีวัดสองแห่งที่คณะศีลธาราอยู่ได้คือวัดป่าอมราวดี และวัดป่าจิตตวิเวก แต่วัดป่าอมราวดีมีคณะสีลธาราคณะใหญ่ มีที่พักสะดวกมาก เป็นที่อบรมสอนพระวินัยและการปฏิบัติ ส่วนที่วัดป่าจิตตวิเวก ชิตเฮิร์สท์ รับผู้หญิงมากไม่ได้เพราะสถานที่คับแคบ แต่เดี๋ยวนี้มีโอกาส เพราะทางมูลนิธิสงฆ์อังกฤษ ตั้งใจจะซื้อบ้านที่อยู่ติดกับคณะสีลธารา เพื่อทำให้ชีวิตของนักบวชผู้หญิงสะดวกขึ้น"

สำหรับการเริ่มต้นเตรียมบวชสำหรับลูกผู้หญิง พระอาจารย์สุเมโธอธิบายว่า ก็ให้มาอยู่ก่อน มาดูว่าอดทนได้ไหม มาถือศีล 8 สักปีหนึ่ง พอปีหนึ่งผ่านไปก็พิจารณาดูว่าจะทำอะไรต่อไป บางคนปีหนึ่งก็พอกลับบ้าน บางคนเห็นว่าพอใจที่จะเป็นชีก็ขอบวชให้อยู่ในคณะสีลธารา

" ผู้หญิงมีปัญหาชีวิตหลายเรื่องมีรายละเอียดต่างกับผู้ชาย ถ้ามีครูบาอาจารย์เป็นผู้หญิงด้วยกันก็จะแนะนำกันได้ดี เพราะผู้หญิงเข้าใจปัญหาผู้หญิงได้ดีกว่า และการมีชีวิตเป็นสมณะก็คือการฝึกฝนที่จะเข้าใจตนเอง และรักษาจิตให้พอใจในสิ่งที่มีอยู่"

การแต่งกายของคณะสีลธาราจึงมีเพียงผ้าสามผืนเหมือนพระ พระอาจารย์สุเมโธอธิบายว่า แต่สีจะต่างกับพระเล็กน้อย เป็นสีช็อคโกแล็ตไม่มีนม แล้วแม่ชีจะเย็บผ้ากันเอง มีชีวิตอยู่ง่ายกินง่าย

สำหรับเหตุผลที่ผู้คนทางตะวันตกสนใจการบวชมาก พระอาจารย์สุเมโธเล่าว่า เป็นเพราะปัจจุบันพุทธศาสนาเผยแผ่ในยุโรปมาก เริ่มต้นจากหนังสือก็มีมาก สถานปฏิบัติธรรมก็มีมากขึ้น ส่วนใหญ่คนที่เรียนจบสูงๆ มาสนใจปฏิบัติเยอะ เพราะมีความทุกข์ คำสอนของพระพุทธเจ้าทำให้เรากลับไปดูจิตของเรา เห็นสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในจิตใจตนเอง

" คนในตะวันตกมีความทุกข์มาก อย่างอาตมาเอง ตอนเป็นฆราวาส มีทุกสิ่งทุกอย่างดีแล้ว มีโอกาสเรียนสูง สิ่งที่ต้องการทำได้ก็ไม่มีอุปสรรค แต่ก็ยังไม่พอใจ มีความทุกข์มาก ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ไปหาจิตแพทย์ก็ได้ แต่ส่วนมากจิตแพทย์ก็ให้ยา แต่ยาก็สงบชั่วคราว ไม่สามารถแก้ปัญหาในใจได้ พอได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ศรัทธาเกิดขึ้น

" ยิ่งผู้หญิงทางยุโรป อเมริกา เดี๋ยวนี้ศรัทธามีมาก มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถที่จะปฏิบัติได้ ผู้หญิงที่ตั้งใจจะบวชมั่นคงมาก แต่ส่วนใหญ่มีปัญหาคือเรื่องตัวตน ก็ต้องมาอบรมให้ละตัวตน ให้เข้าใจถึงอารมณ์แต่ละอย่าง บางคนอารมณ์ไม่ดีก็จะโทษตัวเองว่าเป็นคนไม่ดีก็ทุกข์มาก แต่จริงๆ เป็นเพียงอารมณ์ บางคนอิจฉาคนนั้นคนนี้ก็บ่นว่าตัวเองเป็นคนไม่มีบุญที่จะปฏิบัติได้ มันก็ไม่ใช่

" การปฏิบัติคืออย่าไปเชื่อถือความคิดของเรา มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ให้เราเป็นผู้รู้อารมณ์นี้ว่าเป็นเพียงสังขารที่เกิดขึ้นและดับไป แต่อย่าปรุงให้เป็นตัวเป็นตน ดีชั่วอะไรอย่างนี้"

พระอาจารย์สุเมโธบอกว่า ผู้หญิงที่ตั้งใจจะมาบวชมีทุกวัย ตั้งแต่วัยสาว คนที่แต่งงานแล้วหย่ากันก็มี คนอายุเยอะก็มี อายุ 30-40-50 ปีมีหมด

" ถ้าอายุเกิน 50 ก็พิจารณาดูเองว่าจะอดทนไหวมั้ย แต่เราไม่ปิดโอกาส ก็เปิดโอกาสให้กับผู้หญิงทุกคนที่อยากจะบวชเพื่อพ้นทุกข์ เพราะวัฒนธรรมทางตะวันตกเป็นสิ่งที่น่ากลัว แม้ว่าจะอัศจรรย์ที่สามารถสร้างจรวด เครื่องบินได้ แต่ถึงที่สุดสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเสื่อมไปจนถึงขั้นทำลายโลกได้ ทำให้คนเป็นทุกข์มาก

" แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งจำเป็น นี้เป็นความคิดของอาตมาเอง เพราะเป็นทางที่ช่วยแก้ปัญหาทางจิตใจได้ และยังช่วยรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมด้วยสติปัญญาเป็นอย่างดี แนะนำทางที่จะสร้างประโยชน์ในสังคมโลก ให้ยุติการสร้างอาวุธทำสงครามทำลายกัน หยุดใช้เงินกับสมบัติของประเทศเป็นระเบิดมาฆ่าคน ถ้าเรามีสติปัญญา มีเมตตา กรุณา อุเบกขา เกิดขึ้นจากจิตบริสุทธิ์ก็จะเป็นประโยชน์มากกับโลกสมัยปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2549 นี้ พระอาจารย์สุเมโธ เดินทางมาประเทศไทย และจะแสดงธรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา 12 พฤษภาคม ท่านใดสนใจจะฟังธรรมและเสวนาธรรมกับท่าน ติดต่อได้ที่ 0-2374-0951-2 , 0-9864-1240 หรือจะช่วยโครงการโรจนาวิหาร สามารถบริจาคปัจจัยได้ที่บัญชี ' พระราชสุเมธาจารย์ เพื่อโครงการโรจนาวิหาร ' ธนาคารกสิกรไทย สาขารัชดาพระราม 4 เลขที่บัญชี 718-2-41000-9 หรือ 'The English Sangha Trust ( มูลนิธิสงฆ์อังกฤษ) Cittaviveka, Buddhist Monastery, Chithurst, Pertersfield, Hampshire GU31 5EU Tel. (01730 814986)

ที่มา :  เนชั่นสุดสัปดาห์   ปีที่   15   ฉบับที่  725  วันที่   วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2549 

Top

ภาควิชาปรัชญาและศาสนา  คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Copyright  © 2000 -   Department of Philosophy and Religion